Story ชวนอ่าน สำหรับคนที่กำลัง "เครียด-โทษ-โกรธ-ยึด"

Story ชวนอ่าน สำหรับคนที่กำลัง "เครียด-โทษ-โกรธ-ยึด"

 

 

 

ทุกข์ทางใจ...เกิดจากอะไร พูดแบบฟันธงก็คือ ทุกข์เพราะ `ความคิด´ นั่งอยู่ตรงนี้สบายดี ไม่เมื่อย อากาศไม่ร้อน แต่พอเราหวนคิดถึงหนี้สิน จะสิ้นเดือนอยู่แล้วต้องหาเงินไปใช้หนี้ หรือพอนึกถึงงานวันพรุ่งนี้ เราจะรู้สึกหนักอกหนักใจขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงโทรศัพท์ที่ถูกขโมยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นึกถึงเงินที่ถูกโกงเมื่อสามวันก่อน แค่คิดก็เป็นทุกข์ทันที

 

ทั้งที่ในความเป็นจริง ความคิดนั้น มาแล้วก็ไป แต่เราทุกข์เพราะคิดแล้วยึด จมปลัก วางไม่ได้ 70-80 % ของความทุกข์ใจเกิดจากการยึดติดกับอดีต หรือไม่ก็กังวลกับอนาคต เราไม่ได้ทุกข์เพราะคิดเฉย ๆ แต่คิดแล้วยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

 

==================================

 

เป็นไปได้ไหมที่เราปวดโดยไม่มีผู้ปวด คำตอบคือเป็นไปได้ ถ้ามีสติเพียงพอ ปวด แต่ไม่มีผู้ปวด โกรธ แต่ไม่มีผู้โกรธ มีแต่ความโกรธเฉย ๆ ครั้งหนึ่งมีผู้ปฏิบัติธรรมซึ่งตั้งใจมาก มาฝึกปฏิบัติที่วัดป่าสุคะโต เมื่อตั้งใจมากก็เลยเครียด วันหนึ่งจึงถามหลวงพ่อคำเขียน ว่า หลวงพ่อ ทำอย่างไรดี หนูเครียดจังเลย

 

หลวงพ่อไม่ตอบ แต่บอกว่า เธอถามไม่ถูก ให้ถามใหม่ เธอได้สติขึ้นมาจึงถามใหม่ว่า ทำอย่างไรดี หนูเห็นความเครียดเยอะมากเลย ขอให้เราสังเกตดูว่าต่างกันไหมระหว่าง หนูเครียด กับ หนูเห็นความเครียด หนูเครียดนั้น มี ตัวหนูเป็นผู้ทุกข์ผู้เครียด แต่ถ้า เห็นความเครียด เป็นอีกอย่างหนึ่ง ความเครียดไม่ใช่ตัวหนูหรือของหนู พูดอีกอย่างคือไม่ใช่ของกู

 

ดังนั้นความเครียดจะก่อปัญหาน้อยกว่า คนที่เห็นความเครียดจะทุกข์น้อยกว่าคนที่รู้สึกว่าฉันเครียด

 

==================================

 

ถามว่าเห็นความเครียดได้อย่างไร เห็นได้ก็เพราะมีสติ หากไม่มีสติก็จะกอดความเครียดเอาไว้ เปรียบเสมือนคนที่เห็นกองไฟอยู่ห่าง ๆ ก็ไม่ค่อยรู้สึกร้อน ส่วนคนโกรธที่ไม่มีสติก็เหมือนเข้าไปอยู่กลางกองไฟหรือกอดไฟเอาไว้ จะทุกข์มากเพราะถูกความโกรธแผดเผาใจ แต่ถ้าเห็นความโกรธ เพราะมีสติ ก็จะเห็นกองไฟนั้นอยู่ห่าง ๆ จึงไม่ค่อยทุกข์ร้อน

 

เมื่อมือถูกไฟลวก มือจะชักออก นี่คือความฉลาดของกาย แต่เมื่อโกรธ ใจจะกอดความโกรธเอาไว้ ใครด่าเรา เราจะจำได้และนึกถึงเขาบ่อย ๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ มองในแง่นี้จะเห็นว่า ใจโง่กว่ากาย ชอบหาทุกข์ใส่ตัว คล้ายกับว่าเรามีเศษแก้วอยู่ในมือ เพียงแค่เราพลิกมือลงเศษแก้วก็ตก แต่เราไม่ทำ เรากลับถือเอาไว้ แถมยังกำแล้วบีบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เศษแก้วจึงบาดมือ

 

เสร็จแล้วเราก็ด่าเศษแก้วว่า ทำให้ฉันเจ็บ มือเป็นแผล แต่หากเราไม่กำเศษแก้ว เศษแก้วเหล่านั้นจะทำอะไรเราได้ มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น อย่างนี้เราจะโทษเศษแก้วหรือจะโทษตัวเราดี เพียงแค่พลิกมือเศษแก้วก็ตกแล้ว แต่เราก็ไม่ทำ

 

==================================

 

มีคนถามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งลือกันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ เขาถามว่าหลวงปู่มีโกรธไหม ท่านว่า “มี แต่ไม่เอา” คือท่านไม่มีตัวกูที่จะไปรับความโกรธ ถ้าเป็นพวกเรา ก็จะเอาความโกรธทันที คือ มีตัวกูที่หยิบฉวยความโกรธ ตัวกูนั้นอยากฉวยอยากยึดทุกอย่าง

 

ธรรมชาติของตัวกู คือไม่รู้จักพอ อยากได้เงิน อยากได้ชื่อเสียง อยากมีอำนาจ ไม่รู้จักจบสิ้น มีร้อยล้านก็อยากได้พันล้าน มีพันล้านก็อยากได้หมื่นล้าน เป็นหัวหน้ากองก็อยากเป็นผู้อำนวยการ อยากเป็นอธิบดี อยากเป็นปลัดกระทรวง แล้วก็ไม่รู้สึกพอสักที อยากเป็นรัฐมนตรี อยากเป็นนายก อยากเป็นนายกสองสมัย อยากเป็นนายกสามสมัย

 

เหล่านี้คือธรรมชาติของตัวกู และไม่ใช่อยากได้เพียงยศ ทรัพย์ ชื่อเสียง อำนาจ แม้กระทั่งความโกรธ เกลียด ตัวกูก็ยังยึดเอาไว้ หลวงปู่ดุลย์ไม่มีตัวกู เพราะท่านมีปัญญาแจ่มชัดจนรู้ว่าตัวกูไม่มีจริง จึงไม่มีตัวกูผู้โกรธ ท่านไม่ยึดเอาความโกรธมาเป็นของท่าน ไม่รับ แต่ถ้าเป็นพวกเรา เราก็รับ เรากวาดทุกอย่างมาเป็นของเราหมดตามวิสัยของตัวกู การมีปัญญาที่แลเห็นว่า ตัวกูไม่มีจริง คืออนัตตา เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะทำให้ความทุกข์ไม่มีที่ตั้ง เหมือนกับฝุ่นผงไม่สามารถเกาะกระจกได้ หากไม่มีกระจกให้เกาะ มีแต่ความว่างเปล่า

 

==================================

 

มีรายการทีวีหนึ่งชื่อ “พลเมืองเด็ก” เขานำเด็ก 3 คน มาทำงานด้วยกัน เพื่อดูวิธีการแก้ปัญหาของเด็ก ๆ คราวหนึ่งเขาให้เด็กขนของขึ้นรถไฟ รถไฟมีตารางเวลาที่แน่นอน ดังนั้นจึงต้องรีบขน บังเอิญวันนั้นมีการถ่ายทอดสดการชกของ สมจิตร จงจอหอ เด็กผู้ชายสองคนที่อยู่ในทีมทิ้งงานไปดูถ่ายทอดสด ปล่อยให้เพื่อนซึ่งเป็นผู้หญิงขนของขึ้นรถไฟอยู่คนเดียว

 

ผู้ดำเนินรายการถามเด็กผู้หญิงว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกทิ้งให้ทำงานคนเดียว เด็กผู้หญิงตอบว่า เห็นใจเพื่อนสองคนนั้นเพราะเป็นแฟนของสมจิตร จงจอหอ หนูไม่ค่อยสนใจมวยเท่าไร ไม่เป็นไรก็ให้เขาไปดูมวย ได้ฟังเช่นนี้พิธีกรจึงถามแหย่ว่า หนูไม่โกรธหรือคิดจะด่าว่าเขาหรือที่ทิ้งให้หนูทำงานคนเดียว เด็กตอบว่า “หนูขนของขึ้นรถไฟหนูก็เหนื่อยอย่างเดียว แต่ถ้าหนูโกรธเขาหนูก็เหนื่อยสองอย่าง”

 

==================================

 

เวลาเจอสถานการณ์แบบนี้เรามักจะเหนื่อยสองอย่าง คือเหนื่อยกายและเหนื่อยใจ แต่เด็กคนนี้ฉลาดคือเลือกเหนื่อยอย่างเดียว คือเหนื่อยกาย แต่ไม่เหนื่อยใจ คือทำงานของตัวให้ดีที่สุด โดยไม่บ่นก่นด่าเพื่อน นี้คือสิ่งที่เราควรทำ เมื่อได้เวลาทำงานก็ควรทำงานของตัวให้ดีที่สุด เรื่องอื่นเดี๋ยวค่อยว่ากัน อย่ามัวทำไป บ่นไป เช่น บ่นเจ้านายว่าทำไมให้งานชิ้นนี้เรา ทำไมเพื่อนทิ้งเราไป

 

อย่างนี้เรียกว่ายังไม่ปล่อยวางอดีต ขณะเดียวกันก็ควรปล่อยวางอนาคต คือไม่ต้องห่วงกังวลว่าเมื่อไรจะเสร็จ ถ้าไม่บ่นเราจะมีพลังเอาไว้ทำงานอีกเยอะเลย นอกจากนี้เราต้องปล่อยวางความคาดหวังด้วย เพราะความคาดหวังเป็นเรื่องของอนาคต

==================================

 

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย เคยพูดไว้ว่า เมื่อเขาจะลงแข่งขันในนัดสำคัญ ๆ นั้น เขาจะพูดกับตัวเองว่า... “นี่คือแมตช์ที่สำคัญที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเล่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีผลกับเรา” การคิดแบบนี้ทำให้เขาเล่นด้วยใจที่ผ่อนคลาย ซึ่งมักทำให้งานออกมาดี

 

นักฟุตบอลระดับโลกบางครั้งเตะลูกโทษไม่เข้าก็เพราะวางใจแบบนี้ไม่ได้ เวลาคิดว่าการเตะลูกโทษลูกนี้สำคัญมาก ถ้าเตะเข้าก็ได้แชมป์ ถ้าไม่เข้าก็ซวย ถูกคนด่ารอบสนาม พอคิดแบบนี้ก็มักเตะลูกโทษไม่เข้า เพราะเกร็ง ใจไม่ปล่อยวาง

 

ดังนั้น ถ้าเราวาง ...วางอดีต วางอนาคต ได้...จิตใจจะสบาย

 

 

 

 

Credit : พระไพศาล วิสาโล - วารสารธรรม(ะ)ชาติบำบัด/Life 101 Co.,Ltd.

 1816
ผู้เข้าชม

myAccount Cloud Accounting โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SMEs โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้การทำบัญชีของคุณ เป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว

บทความล่าสุด

รู้หรือไม่ว่า ในช่วงแรกเริ่มของ Alibaba แจ๊ค หม่า ไม่จ้างคนเก่งมาร่วมทีม แต่กลับเลือกคนที่อยู่ลำดับรองมาร่วมงานด้วย
หลังเรียนจบปริญญาตรีและเข้าทำงานที่อิออน ห้างค้าปลีกใหญ่สุดของญี่ปุ่น กระทั่งต้นทศวรรษ 1970 ทาดาชิ ยานาอิ ซึ่งอยู่ในวัย 20 กว่าปีก็ตัดสินใจลาออกเพื่อกลับไปสานต่อธุรกิจ...
ผมมักจะเขียนถึงเรื่องการขายที่เชื่อมโยงกับกีฬาฟุตบอลอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะกีฬาชนิดนี้ มีความคล้ายคลึงกับระบบการทำงานในองค์กรอย่างน่าประหลาด

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์