เมื่อวิทยาศาสตร์ยืนยัน 8 ผลดี ของ..."การเจริญเมตตา"

เมื่อวิทยาศาสตร์ยืนยัน 8 ผลดี ของ..."การเจริญเมตตา"

 

เมื่อวิทยาศาสตร์ยืนยัน 8 ผลดี ของ..."การเจริญเมตตา"

 

 

 

       องค์ทะไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดของชาวทิเบต ได้กล่าวไว้ว่า... “ความรักและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้น เป็นสิ่งจำเป็น หาใช่สิ่งฟุ่มเฟือยไม่ เพราะหากปราศจากสิ่งนี้แล้ว มวลมนุษยชาติมิอาจดำรงชีวิตอยู่ได้” เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าโลกใบนี้จะงดงามน่าอยู่เพียงใด หากมนุษย์ทุกคนรู้จักแสดงความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันแม้เพียงน้อยนิด และความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ไม่เพียงส่งผลดีต่อผู้รับเท่านั้น แต่ผู้ให้ก็ได้รับประโยชน์ไปเต็ม ๆ เช่นกัน

 

       มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันถึงผลดีที่ได้รับจากการเจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำ ดังนี้...

 

1. รู้จักรักตัวเองและเห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น

 

       มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ว่า หากใครไม่มี ก็จะไม่มีตลอดไป แต่เป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนกันได้ มีการให้กลุ่มทดลองฝึกทำสมาธิเจริญเมตตาภาวนาเป็นเวลา 1 วัน เพื่อปลูกฝังความมีเมตตากรุณาและความรักตัวเองและผู้อื่น ผลที่ได้คือ พวกเขารู้สึกรักตัวเองมากขึ้น เห็นอกเห็นใจคนอื่นมากขึ้น และสมองบริเวณที่เกี่ยวข้องกับความรัก ความผูกพัน และอารมณ์ด้านดี จะถูกกระตุ้นให้ทำงานมากยิ่งขึ้น

 

       ผู้วิจัยบอกว่า “เปรียบเหมือนการยกน้ำหนัก ซึ่งเมื่อฝึกด้วยวิธีที่เป็นระบบ เราพบว่า กล้ามเนื้อจะเกิดขึ้น ...เช่นเดียวกับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและอยากช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์ จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน”

 

2. เกิดคุณธรรมในจิตใจ

 

       ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเป็นเรื่องที่ดี แต่หากเพียงแค่รู้สึก โดยไม่ทำอะไร ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใด เนื่องจากมันเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้เกิดการกระทำขึ้น มีงานวิจัยที่ให้กลุ่มคนที่เคยฝึกเจริญเมตตาภาวนา ถูกทดสอบเรื่องความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว พวกเขาถูกจัดให้นั่งร่วมกับตัวแปรอีก 2 คน

 

       ปรากฏว่า...เมื่อมีตัวแปรคนที่ 3 เดินพร้อมไม้พยุงเข้ามา แกล้งแสดงอาการเจ็บปวดให้เห็น ตัวแปร 2 คนแรกยังคงนิ่งเฉย และส่งสัญญาณเป็นนัยว่า ไม่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ

 

       ผลปรากฏว่า...กลุ่มคนที่เคยฝึกเจริญเมตตาภาวนา มีแนวโน้มที่จะเข้าช่วยเหลือคนบาดเจ็บ มากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ฝึกถึง 50% ซึ่งหนึ่งในทีมวิจัยบอกว่า “สิ่งที่น่าประหลาดใจที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ การเจริญเมตตาภาวนา ทำให้บุคคลเต็มใจที่จะแสดงออกถึงคุณธรรม คือ ช่วยผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก ถึงแม้ว่าจะถูกห้ามมิให้กระทำก็ตาม”

 

3. มี ความสุข และ สุขภาพ ดีมากกว่า

 

       ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ ไม่เพียงส่งผลดีต่อผู้อื่น แต่ยังส่งผลให้ตัวเองมีสุขภาพกายและใจดีขึ้นเช่นกัน เพราะมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ให้กลุ่มทดลองเจริญเมตตาภาวนาให้ตัวเองเป็นเวลา 1 สัปดาห์ จากนั้นให้เจริญเมตตาภาวนาให้คนที่พวกเขารักเป็นเวลา 1 สัปดาห์

 

       ผลปรากฏว่า... คนในกลุ่มทดลองนี้มีความสุขในชีวิตประจำวันมากกว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ทำ อีกทั้งยังมีอาการซึมเศร้าน้อยกว่า พอใจกับชีวิตมากกว่า และมีสุขภาพกายดีกว่าด้วย

 

4. ส่งเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย

 

       ไม่น่าเชื่อว่า พลังของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและปฏิกิริยาโต้ตอบความเครียดของร่างกาย ทั้งนี้ มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งเผยว่า กลุ่มคนที่เจริญเมตตาภาวนาบ่อยครั้ง จะมีภูมิคุ้มกันโต้ตอบความเครียดได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ไม่ทำสมาธิ โดยวัดจากระดับสารอินเตอร์ลูคินและฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งร่างกายจะหลั่งออกมาเมื่ออยู่ในภาวะเครียด

 

5. ระบบประสาทมีปฏิกิริยาโต้ตอบมากขึ้น

 

       นักประสาทวิทยาค้นพบว่า ระดับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นที่เพิ่มมากขึ้น สามารถวัดได้จากการทำงานของสมอง ในงานวิจัยที่มีการสแกนสมองขณะตั้งใจทำสมาธิเจริญเมตตาภาวนา ของผู้ที่เจริญเมตตาภาวนาเป็นประจำและผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึก โดยหลังจากนั้น...ได้ปล่อยเสียงที่ทำให้ผู้เข้าทดลองเกิดความรู้สึกเครียดเช่นเดียวกับการที่ได้รับรู้หรือเห็นผู้อื่นเป็นทุกข์

 

       ผลปรากฏว่า... บริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก จะถูกกระตุ้นมากขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำสมาธิ อีกทั้งสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น จะเคลื่อนไหวมากขึ้นด้วย

 

6. เข้าใจความรู้สึกคนอื่นมากขึ้น

 

       ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะช่วยกระตุ้นสมองบริเวณที่เป็นศูนย์ความนึกคิดให้มีการเคลื่อนไหว และเกิดความแม่นยำ โดยงานวิจัยได้ให้ผู้เข้าร่วม ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ซึ่งต้องคาดเดาอารมณ์ด้วยสายตาเท่านั้น

 

       ผลที่ได้คือ กลุ่มคนที่เคยฝึกเจริญเมตตาภาวนามาก่อน ทำแบบทดสอบได้คะแนนดีกว่า ซึ่งชี้ให้เห็นว่า พวกเขามีความแม่นยำมากกว่า

 

7. ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น

 

       จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง...ได้ให้ผู้เข้าร่วมการทดลอง เล่นเกมเกี่ยวกับพฤติกรรมการช่วยเหลือผู้อื่น และประเมินผลจากปฏิกิริยาที่พวกเขาแสดงออก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่กำลังเป็นทุกข์ โดยก่อนหน้านี้ ได้ให้ผู้เข้าร่วม ฝึกเจริญเมตตาภาวนาในระยะเวลาสั้น ๆ จากนั้นนำผลทดสอบไปเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ฝึกเรื่องความจำ

 

       ผลปรากฏว่า... กลุ่มที่ฝึกทำสมาธิแสดงพฤติกรรมช่วยเหลือคนอื่นมากกว่ากลุ่มที่ฝึกความจำ

 

8. กลัวความทุกข์น้อยกว่า

 

       ธรรมชาติของมนุษย์นั้น เมื่อเห็นคนเป็นทุกข์ ก็จะรู้สึกไม่สบายใจไปด้วย จึงเป็นปฏิกิริยาปกติที่คนทั่วไปมักหลีกเลี่ยงการอยู่ร่วมกับคนที่กำลังเศร้าโศก แต่มีการวิจัยชิ้นหนึ่ง...ให้กลุ่มทดลองฝึกเจริญเมตตาภาวนา จากนั้นนำวิดีโอเกี่ยวกับคนที่อยู่ในภาวะทุกข์โศกให้ดู

 

       ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ พวกเขาสามารถตอบสนองต่อความทุกข์ได้ดี มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเพิ่มขึ้น กลัวความทุกข์น้อยลง และอยากเข้าไปช่วยเหลือคนที่กำลังเป็นทุกข์

 

       งานวิจัยทั้งหมดนี้ จึงยืนยันคำพูดต่อไปนี้ขององค์ทะไล ลามะ ว่า... “หากคุณต้องการทำให้คนอื่นมีความสุข ต้องเจริญเมตตาภาวนา หากคุณต้องการทำให้ตัวเองมีความสุข ก็ต้องเจริญเมตตาภาวนา”

 

 

 

 

Credit : นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 161 พฤษภาคม 2557 โดย บุญสิตา

 1652
ผู้เข้าชม

myAccount Cloud Accounting โปรแกรมบัญชีออนไลน์สำหรับ SMEs โปรแกรมบัญชีออนไลน์ที่ทำให้การทำบัญชีของคุณ เป็นไปอย่างง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว

บทความล่าสุด

รู้หรือไม่ว่า ในช่วงแรกเริ่มของ Alibaba แจ๊ค หม่า ไม่จ้างคนเก่งมาร่วมทีม แต่กลับเลือกคนที่อยู่ลำดับรองมาร่วมงานด้วย
หลังเรียนจบปริญญาตรีและเข้าทำงานที่อิออน ห้างค้าปลีกใหญ่สุดของญี่ปุ่น กระทั่งต้นทศวรรษ 1970 ทาดาชิ ยานาอิ ซึ่งอยู่ในวัย 20 กว่าปีก็ตัดสินใจลาออกเพื่อกลับไปสานต่อธุรกิจ...
ผมมักจะเขียนถึงเรื่องการขายที่เชื่อมโยงกับกีฬาฟุตบอลอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะกีฬาชนิดนี้ มีความคล้ายคลึงกับระบบการทำงานในองค์กรอย่างน่าประหลาด

สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์